/images/banner.png

ความสำคัญของปาเลสไตน์สำหรับมุสลิม
Platform needs to be installed. See readme file

http://islam.in.th/sites/default/files/palestinemap.gif


ความสำคัญของปาเลสไตน์ในศาสนาอิสลาม จะเห็นได้จากการที่มันได้ถูกกล่าวไว้ทั้งในคัมภีร์กุรอานและในคำพูดของท่าน นบีมุฮัมมัด ที่ปาเลสไตน์มีความสำคัญสำหรับมุสลิมก็เพราะแผ่นดินแห่งนี้เป็นที่ตั้ง ของบริเวณที่เรียกว่า “บัยตุลมักดิศ” (หรือสถานที่ต้องห้ามอันศักดิ์สิทธิ์ในอิสลามนอกแผ่นดินอารเบีย)

นั่นคือมัสญิด อัล-อักซอและอาคารโดมศิลาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของบัยตุล-มักดิศ บัยตุลมักดิศในปาเลสไตน์เป็นจุดศูนย์กลางการเดินทางอันมหัศจรรย์ของท่านท่าน นบีมุฮัมมัดจากนครมักก๊ะฮ์ในอารเบียมายังสถานที่แห่งนี้ และจากสถานที่แห่งนี้ท่านได้ถูกนำตัวขึ้นสู่ชั้นฟ้าและกลับลงมายังมักก๊ะฮ์ ภายในคืนเดียวกัน ปรากฏการณ์ของการเดินทางอันรวดเร็วปานสายฟ้าแลบนี้เรียกว่าการ “อิสรอและมิอ์รอจญ์” ซึ่งคัมภีร์กุรอานได้กล่าวไว้ว่า : “มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์เดินทางในยามกลางคืนจาก มัสญิดอัล-ฮะรอมในมักก๊ะฮ์ไปยังมัสญิดอัล-อักซอซึ่งเราได้ประทานความจำเริญ รอบๆนั้น..”(กุรอาน 17:1)

บัยตุลมักดิศในปาเลสไตน์เป็นมัสญิดแห่งที่สองที่ถูกสร้างขึ้นบนโลกหลังจาก การสร้างมัสญิดอัล-ฮะรอมในมักก๊ะฮ์ ในฮะดีษ(คำพูดของท่านนบีมุฮัมมัด) อบูซัรกล่าวว่า : ครั้งหนึ่ง ฉันได้ถามท่านนบีว่ามัสญิดอะไรเป็นมัสญิดแรกที่ถูกสร้างขึ้นบนโลก ท่านได้กล่าวว่า “มัสญิดอัล-ฮะรอม” หลังจากนั้นฉันก็ได้ถามท่านว่า “แล้วถัดไปเล่า ?” ท่านได้ตอบว่า “มัสญิด อัล-อักซอ” ฉันจึงได้ถามต่อไปว่ามัสญิดทั้งสองถูกสร้างในระยะเวลาห่างกันเท่าใด ?” ท่านได้ตอบว่า “สี่สิบปี” (รายงานโดยบุคอรี)

เดิมที บัยตุลมักดิศเป็นกิบละฮ์ (ทิศที่หันหน้าไปในเวลานมาซ)แห่งแรกของมุสลิมตลอด 13 ปีแรกที่นบีมุฮัมมัดอยู่ในมักก๊ะฮ์และอีก 18 เดือนในมะดีนะฮ์ หลังจากนั้นท่านก็ได้รับบัญชาให้เปลี่ยนกิบละฮ์ไปยังก๊ะอบ๊ะฮ์

การนมาซในมัสญิดอัล-อักซอได้ผลบุญเป็น 500 เท่าของการนมาซในมัสญิดอื่นๆยกเว้นในมัสญิดอัล-ฮะรอมและในมัสญิด อัน-นะบะวีในนครมะดีนะฮ์ ท่านนบีมุฮัมมัดได้กล่าวว่า : “การนมาซในมัสญิดอัล-ฮะรอมเท่ากับการนมาซ 100,000 ครั้งและการนมาซในมัสญิดของฉัน(ในมะดีนะฮ์)เท่ากับนมาซ 1,000 ครั้งและการนมาซในบัยตุลมักดิศเท่ากับการนมาซ 500 ครั้ง” (รายงานโดยเฏาะบะรอนี)

นอกจากนี้แล้วยังมีข้อความในกุรอานและในคำพูดของท่านนบีมุฮัมมัดอีกมากมาย หลายตอนที่อธิบายถึงความสำคัญของบัยตุลมักดิศในอิสลามและการที่อัลลอฮ์ได้ ประทานความจำเริญให้แก่แผ่นดินรอบๆมัน

ด้วยเหตุนี้แผ่นดินปาเลสไตน์จึงเป็นที่รักและที่หวงแหนของบรรดาสาวกของท่าน จนถึงขนาดที่ว่าเมื่อเคาะลีฟะฮ์อุมัรได้เข้ามายังแผ่นดินแห่งนี้เป็นครั้ง แรก ท่านได้ประกาศว่าแผ่นดินทั้งหมดของปาเลสไตน์จะเป็นส่วนหนึ่งของสมบัติ สาธารณะแห่งอิสลาม(วะกัฟ)สำหรับมุสลิมต่อไปในวันข้างหน้า หลังจากที่ศึกษาข้อความในกุรอานและคำพูดของท่านนบีมุฮัมมัดเกี่ยวกับบัยตุ ลมักดิศแล้วก็ไม่มีใครที่มีเหตุผลสามารถปฏิเสธถึงความสำคัญของสถานที่แห่ง นี้ต่อผู้ศรัทธาในอิสลามทุกคน


ปาเลสไตน์ในประวัติศาสตร์อิสลาม :


ประวัติศาสตร์ของปาเลสไตน์เป็นตัวแทนของประวัติศาสตร์อิสลามมาตั้งแต่นบีคน แรกของอิสลาม นั่นคือ นบีอาดัมมาจนกระทั่งนบีคนสุดท้ายของอิสลาม นั่นคือนบีมุฮัมมัด ปาเลสไตน์เป็นดินแดนของบรรดานบีที่ถูกส่งมาพร้อมกับสาส์นแห่งอิสลาม ดังนั้นมันจึงไม่ควรที่จะถูกใครปกครองนอกไปจากผู้ที่ถือสาส์นแห่งอิสลามโดย การนำกฎหมายและระเบียบของอิสลามมาใช้ บัยตุลมักดิศเป็นสถานที่สำคัญที่นบีหลายคนมาเกิดและเสียชีวิตรวมทั้งนบี อิบรอฮีม นบีลูฏ นบีดาวูด นบีสุลัยมาน นบีมูซาและนบีอีซา ขณะที่นบีดาวูดและนบีสุลัยมานสามารถที่จะสร้างรัฐอิสลามขึ้นมาในปาเลสไตน์ โดยใช้กฎหมายที่มาจากพระเจ้าทั้งคัมภีร์ไบเบิลและคัมภีร์กุรอาน ลูกหลานของบรรดานบีเหล่านั้นได้หลงทางออกไปหรือไม่ก็ล่วงละเมิดกฎหมายที่ อัลลอฮ์ได้ประทานมา ดังนั้น คนเหล่านี้จึงได้ถูกลงโทษต่างๆนานารวมถึงการต้องถูกขับไล่ออกไปจากแผ่นดิน ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

ปาเลสไตน์ตกอยู่ใต้การควบคุมของมุสลิมในสมัยของเคาะลีฟะฮ์อุมัร ในตอนนั้นปาเลสไตน์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐอิสลามที่ถูกปกครองโดยกฎหมายอิสลาม กฎหมายใหม่นี้ได้รับการต้อนรับไม่เพียงแต่เฉพาะมุสลิมเทานั้น แม้แต่พวกยิวและชาวคริสเตียนในปาเลสไตน์ที่ตกอยู่ใต้แอกการกดขี่ของอาณาจักร ไบแซนตินก็ให้การยอมรับ พวกไบแซนตินในเวลานั้นได้เข่นฆ่าประหัตประหารชาวคริสเตียนในพื้นที่นั้นก็ เพราะชาวคริสเตียนปาเลสไตน์มีความเชื่อที่แตกต่างไปจากพวกตน อย่างไรก็ตามมุสลิมก็ได้ให้หลักประกันเสรีภาพในการนับถือศาสนาตามความเชื่อ ของชาวคริสเตียน

ใน ค.ศ.1099 ปาเลไสต์ได้ถูกพวกครูเสดยุโรปรุกรานและหลังจากนั้นก็เข้าครอบครองไว้เป็น เวลาเกือบศตวรรษ ในช่วงเวลาที่พวกครูเสดปกครองนั้น มุสลิม ยิวและชาวคริสเตียนที่อาศัยอยู่ในนั้นได้ถูกสังหารหมู่และได้รับการปฏิบัติ อย่างไม่เป็นธรรมเพราะกฎหมายที่ถูกนำมาใช้ในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้คือ กฎหมายแห่งการบังคับและการกดขี่ข่มเหง

ใน ค.ศ.1187 ปาเลสไตน์ได้รับการปลดปล่อยโดยมุสลิมภายใต้การนำของเศาะลาฮุดดีน อัล-อัยยูบี หรือที่พวกตะวันตกเรียกกันว่า “ซาลาดิน”ผู้นำกฎหมายอิสลามกลับมาปกครองแผ่นดินนี้อีกครั้งหนึ่ง

ใน ค.ศ.1917 รัฐบาลอังกฤษได้ออกคำประกาศบัลฟูร์ซึ่งประกาศว่าปาเลสไตน์จะเป็นมาตุภูมิ สำหรับชาวยิว ในตอนนั้น ชาวยิวมีจำนวนเพียง 8% ของประชากรปาเลสไตน์และเป็นเจ้าของดินแดนเพียง 2.5%เท่านั้น

ใน ค.ศ.1918 อังกฤษและพันธมิตรชาตินิยมอาหรับได้ขับไล่พวกออตโตมานออกไป หลังจากนั้นอังกฤษก็แยกอาณาจักรออตโตมานออกเป็นประเทศต่างๆและเข้าครอบครอง ปาเลสไตน์ไว้ หลังจากนั้น อังกฤษก็เริ่มรณรงค์เรียกร้องให้ชาวยิวยุโรปอพยพมายังปาเลสไตน์

ใน ค.ศ.1948 พวกยิวได้ประกาศตั้งรัฐของตนเองขึ้นเหนือดินแดนปาเลสไตน์และเรียกรัฐนั้นว่า อิสราเอล มุสลิมนับจำนวนแสนคนต้องถูกบังคับให้ออกจากปาเลสไตน์ภายใต้การกดดันด้วย อาวุธของกลุ่มก่อการร้ายชาวยิว เช่น พวกอีร์กุน พวกเลวีและพวกฮากาโนตซึ่งได้รับการช่วยเหลือทางการเงินและอาวุธจากกองทัพ อังกฤษ

ใน ค.ศ.1967 อิสราเอลได้โจมตีอียิปต์ จอร์แดนและซีเรียและได้ครอบครองดินแดนส่วนใหญ่รวมทั้งมัสญิดอัล-อักซอไว้ เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่นั้นมา มัสญิดอัล-อักซอก็ได้ตกเป็นเป้าของพวกยิวที่พยายามจะทำลายหรือเผารวมทั้งการ พยายามขุดฐานรากใต้ดินเพื่อให้พังทลายลงมา พวกยิวรู้ว่ามัสญิดอัล-อักซอเป็นสัญลักษณ์ของแผ่นดินอิสลาม ดังนั้นจึงต้องการที่จะขจัดร่องรอยของอารยธรรมอิสลามให้หมดไปจากปาเลสไตน์

จากประวัติศาสตร์อิสลามของปาเลสไตน์และความสำคัญของมันในศาสนาอิสลาม และหลังจากที่การใช้วิธีการต่างๆไม่ประสบความสำเร็จในการปลดปล่อยปาเลสไตน์ จากการยึดครองของพวกไซออนิสต์

การแก้ปัญหาแบบอิสลามก็เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในฐานะที่เป็นวิธีการที่มีพลัง และได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในการปลดปล่อยแผ่นดินที่ถูกยึดครอง อิสลามเป็นศาสนาแห่งสันติภาพที่ได้มาโดยความยุติธรรมจากพระเจ้า อิสลามเท่านั้นที่ให้ความเคารพทุกศาสนาที่พระเจ้าประทานมาเพราะว่ามันเป็น ศาสนาที่ยอมรับนบีทั้งหมดตั้งแต่อาดัมถึงนบีมุฮัมมัด

อิสลามเป็นศาสนาเดียวเท่านั้นที่ยอมรับและเชื่อว่านบีทั้งหมดได้นำสาส์นอ ย่างเดียวกันมาและมนุษย์สมควรที่จะได้รับเสรีภาพที่จะปฏิบัติศาสนกิจตามที่ พวกเขาต้องการโดยไม่ถูกกดขี่ข่มเหงหรือทำร้าย ด้วยเหตุผลนี้จึงเป็นที่พิสูจน์มาแล้วว่าอิสลามเป็นศาสนาที่ใจกว้างเกี่ยว กับเรื่องสันติภาพและการให้ความสำคัญแก่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์

อิสลามเท่านั้นที่สามารถนำสันติภาพกลับมายังดินแดนศักดิ์สิทธิ์และความมั่น คงปลอดภัยสำหรับการเคารพสักการะพระเจ้าสำหรับผู้ศรัทธาในพระองค์ไม่ว่าเขาจะ เป็นมุสลิม คริสเตียนหรือยิว


--------------------------------------------------------------------------------
โดย อ.บรรจง บินกาซัน

Who's new

  • nasiruddin
  • admin
  • ghuraba

Who's online

There are currently 0 users and 6 guests online.
DrupalShark.com - Drupal Themes with Bite!